วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่10: "เปลือก"

บทที่10: "เปลือก"
เมื่อพูดถึงผลไม้ลูกหนึ่ง
น้อยผลที่จะมีเปลือกที่สวยงามด้วยธรรมชาติ
ส่วนใหญ่ต้องแต่งเติม ต้องใส่สารเคมีอันตราย
เพื่อทำให้รูปลักษณ์มันสวยงามน่าซื้อ
โดยไม่ได้คำนึงถึงภายใน ว่าเป็นสิ่งดีแล้วไหม?
ทั้งๆที่มีวิธีทำให้มันดูดีได้โดยไม่ต้องเติมแต่งก็ตาม
ก็เพราะความต้องการของผู้เลือกซื้อ
ที่เลือกจากผลที่มีเปลือกสวยงามทั้งนั้น
เราจึงห้ามไม่ได้ที่ใครๆจะใช้สารเคมีเพื่อให้มันสวยงาม
โดยผู้บริโภคก็ยังคงเลือกซื้อ ทั้งๆที่ไม่ใช่ธรรมชาติของมัน
มันสวยงามใช่ไหมล่ะ?
มันไม่ต้องลำบากมากใช่ไหมล่ะ?
ลืมไปหรือเปล่า?
ว่าจริงๆก็มีคนอีกหลายคนต้องการผลไม้ที่ปลอดสารเคมี
เช่นเดียวกัน ถ้าเปรียบกับคน ก็คือ "ภาพลักษณ์ภายนอก" นั่นเอง
น้อยคนนักที่จะมีภาพลักษณ์ที่ดีตั้งแต่เกิดมา
หลายคนต้องพยายาม "สร้างภาพ" ขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองดูดี
เพราะสภาพสังคมที่นิยมแต่คนดูดีที่ภายนอก
ไม่ได้คำนึงถึงภายในว่าจะเป็นเช่นไร จะดีหรือไม่ดี
ชอบหรอ ให้ถูกใครเรียกว่า "ดีแต่เปลือก"
จงเป็นตัวของตัวเองเถอะ ไม่ต้องแต่งเติมอะไร
ถึงแม้ภายนอกคุณจะไม่ได้เลิศหรูเพราะเติมแต่ง
แต่เนื้อแท้คุณเกิดจากสิ่งที่คุณเป็น
จงสร้างตัวตนให้ดีขึ้น แต่อย่าเติมแต่งเพื่อหลอกใคร
อย่าพยายามสร้างภาพให้ดูดี จนลืมไปว่ากำลังทำร้ายเนื้อแท้ของตัวเอง
"อาจยากแต่ได้สิ่งที่ดีกว่าไม่ใช่หรอ"
 modratpas.

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่9: "เมื่อเราล้มลง"


บทที่9: "เมื่อเราล้มลง"
ตอนเราล้ม เราจะพบกับคน4ประเภท
1. คนที่มองดูเฉยๆ
2. คนที่กดไหล่เราไม่ให้ลุกขึ้น
3. คนที่ผลักเราล้ม
4. คนที่เอื้อมมือมาช่วย
* คนกลุ่มแรก
ดูเหมือนจะไม่มีพิษภัยใดใด
แต่เขาก็แล้งน้ำใจเกินไป
ถึงเขาจะไม่เลวใส่ แต่เขาก็ไม่ได้หวังดีต่อเรา
ซึ่งคนกลุ่มนี้เขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญของตัวเรา
ถ้าเราล้มขวางทางเขา เขาก็แค่เดินข้ามไป อย่างไม่ใยดี
* คนกลุ่มที่2
คือคนจำพวกที่มองเราเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง
ทำทุกวิถีทางเพื่อกดเราให้นั่งอยู่ตรงนั้น
เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองสูงขึ้น หรือเหนือกว่าเรา
แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้เราควรหลีกออกมาให้ไกล
* คนกลุ่มที่3
คือคนที่สร้างความเสียหายทางความรู้สึกเรามากที่สุด เจ็บปวดที่สุด
เพราะเขาคือต้นเหตุของการเจ็บปวดครั้งนี้
ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ผลสรุปก็คือแผลและความเจ็บปวดที่ปรากฏในใจเรา
... ดังนั้นคนที่มีอิทธิพลด้านลบ คือกลุ่มที่2และ3 ...
... สุดท้าย ...
* คนกลุ่มที่4
คือกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่มีอิทธิพลด้านดีต่อเรา
เขาจะเป็นห่วงว่าเราเจ็บไหม เป็นอะไรมากรึเปล่า
เขาจะช่วยเหลือเราทุกวิถีทางเท่าที่เขาจะทำได้
คนกลุ่มนี้แหล่ะ คือ "คนที่เราต้องการ"
‪#‎แต่น่าแปลกนะ‬
ใครหลายๆคนกลับต้องการให้คนกลุ่มที่3กับ4เป็นคนๆเดียวกัน ยังคงคาดหวังอยากให้เขากลับมาเยียวยาแผลที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ทั้งๆที่เขาคือ "ต้นเหตุ" ทั้งหมด
ลองทบทวนดีๆ คนที่ตั้งใจทำร้ายเราขนาดนี้
เรายังต้องการเขาอีกหรอ?
เรามั่นใจแล้วหรือว่าจะไม่มีครั้งต่อไป?
เราจะทนการเจ็บปวดครั้งต่อไปได้ไหม?
เมื่อมันเกิดขึ้นได้ มันก็จะเกิดขึ้นอีก
อย่าเปิดโอกาสให้คนที่ผลักเราล้ม กลับเข้ามาในชีวิตเราอีกเลย
ลองคิดดูว่ามิตรภาพที่ได้รับมาเป็นเช่นไร
มั่นใจไหมว่าคนที่เรารั้งไว้ เขาไม่ใช่คนที่ผลักเราล้มลง
‪#‎รักตัวเองให้เป็น‬
 modratpas.

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่8: "กระจกสะท้อนตัวตน"


บทที่8: "กระจกสะท้อนตัวตน"
เคยได้ยินคนพูดไหม
ว่า ถึงใน100คนมี
คนเกลียดเรา99คน และคนรักเรา1คน
ให้แคร์แค่คน1คนนั้น
ก็ถูกส่วนหนึ่งนะว่าให้แคร์คน1คน
แต่ไม่แปลกใจหรอ ว่าแล้วอีก99คนล่ะ ทำไมเกลียดเรา
ควรตั้งคำถามกับตัวเองแล้วล่ะว่าเราไม่ดีตรงไหน
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเกลียด
ดังนั้นอย่าละเลยคนที่เกลียด แต่ก็อย่าเก็บมาบั่นทอนใจ
เมื่อเกิดปัญหา จงมองหาเหตุ
ถ้าเราถูกเกลียดเพราะเราไม่ผิด ไม่ได้ทำ แต่โดนใส่ร้าย
จงมั่นใจในตัวเอง ปล่อยให้เวลาพิสูจน์ตัวตน
แต่ถ้าเราถูกเกลียดเพราะตัวตน
ก็ต้องคิดวนกลับมาพิจารณาว่าเราต้องแก้ไขอย่างไร
สิ่งที่จะบอกคือ ทุกความรู้สึกของคนรอบตัวที่มีต่อเรา
นั่นคือกระจกสะท้อนตัวตนเรา
เราเป็นแบบไหน เขาก็จะแสดงออกต่อเราแบบนั้น
เราดี เขาจะดีมา เราบ้า เขาก็จะบ้าตอบ
อย่าโกรธคนที่ไม่ชอบ
อย่าโกรธคนที่เกลียด
อย่าโกรธคนที่ตำหนิ
 modratpas.
บทความโดย : http://facebook.com/ratpassakorn

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่7: "จิตใจกับก้อนหิน"

บทที่7: "จิตใจกับก้อนหิน"
เรามีเพลงๆนึงที่เราชอบฟังมากที่สุดเพลงถึง
เนื้อเพลงสอนให้รู้ว่า
"ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากเราทำร้ายตัวเอง"
เปรียบเหมือนการกำก้อนหินเอาไว้
ยิ่งเรากำมันแน่น เราก็ยิ่งเจ็บปวด
ดังนั้น "ปล่อยวาง" คือทางออกที่ดีที่สุด
ถ้าวันหนึ่งคนที่เกลียดเราเขาด่าเรา
อย่าไปเก็บคำพูดนั้นมาให้เจ็บปวดใจ
เพราะคนที่เกลียด เขาก็ต้องแสดงทัศนคติต่ำๆออกมาด้วยความเกลียด
เคยไหมหงุดหงิดกับคนที่ด่าว่าเรา?
จงทำใจว่า...
คนที่เกลียด เขาก็ต้องหาเรื่องมาด่า มาว่า
หาข้อเสียเรา ให้เขารู้สึกว่าเขาเหยียบเราตกต่ำได้
เขาแค่ต้องการรู้สึกว่าอยู่เหนือเราเท่านั้นแหล่ะ
เราจะตกต่ำ เมื่อเราคิดว่าตัวเองจะต้องตกต่ำ
เราจะทุกข์ เมื่อเราคิดว่าเราจะต้องทุกข์
เราจะเจ็บปวด เมื่อเราคิดว่าเราจะต้องเจ็บปวด
แล้วเราจะยอมตกต่ำตามลงไปทำไมล่ะ?
จะยอมรู้สึกให้เขาสาสมใจทำไมกัน?
ต่อให้ใครมาทำร้ายเรา ถ้าเราไม่เก็บไปใส่ใจ
เราก็จะไม่เจ็บปวด
ถือไว้ก็หนัก กำมันก็เจ็บ
หายใจลึกๆ แล้วมองข้ามไป กับอะไรๆที่เข้ามาบั่นทอนเรา
รู้ไหมวิธีฆ่าคนที่เกลียดเราคืออะไร
‪#‎มีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้‬
นี่คือวิธีเอาคืนคนที่ด่าเราได้ดีที่สุด
แล้วพวกเขาจะร้อนรนกับความสุขของเราเอง
เก็บความรู้สึกตัวเองไว้เสียใจ
สำหรับการสูญเสียคนที่รักเราดีกว่า
อย่าไปเสียเวลากันคนที่ไม่รักเราเลย
บทความโดย : http://facebook.com/ratpassakorn

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่5: "ไข่ในกำมือ"



บทที่5: "ไข่ในกำมือ"
ความรู้สึกคนเรา ก็เปรียบเหมือนไข่หนึ่งฟองที่อยู่ในมือเรา
เปลือกไข่ก็เหมือน "ความรู้สึก"
ด้านในก็เหมือน "ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน"
ถ้าเราต้องการฟูมฟักให้มันเติบโต
เราก็ต้องเอาใจใส่ ปกป้องและดูแลมันให้ดีที่สุด
และในทางกลับกัน...
ถ้าเรานำไข่ฟองนั้นไปกระทบกับของแข็งล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
แน่นอนว่ามันต้องเกิดร่องรอยแตกหรือรอยร้าว
ซึ่งต่อให้เรานำชิ้นส่วนมาประกอบให้เหมือนเดิมแค่ไหน
ร่องรอยบนเปลือกไข่ก็ยังอยู่
แถมชิ้นส่วนเศษเสี้ยวบางชิ้นก็ยังหลุดร่วงหายไป
ไม่มีหรอกกาววิเศษที่ต่อสิ่งที่แตกแล้วให้กลับมาคงสภาพเดิมได้อีก
เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนเรา
ถ้าเราต้องการให้มันเติบโตไปในทางที่ดี
เราก็ต้องดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกนั้น
และประคับประคองไปให้ดีที่สุด
ในทางกลับกัน...
เมื่อมีสิ่งใดมากระทบจิตใจแล้ว
ต่อให้เราทำดีทดแทนแค่ไหนก็ตาม
ร่องรอยของความรู้สึกมันก็ยังคงอยู่
คอยย้ำเตือนเสมอว่ามันเคยเจออะไรมา
ไม่มีทางที่จะกลับมาดีได้ดังเดิมอีกต่อไป
"เพราะการซ่อมแซมไม่สามารถใช้ได้กับความรู้สึกคน"
ด้วยรูปแบบที่ "ข้างนอกแข็งแกร่ง ข้างในเปราะบาง"
ถ้าข้างนอกแข็งแรงไม่พอ ก็เป็นอันตรายต่อภายใน
เช่นเดียวกับความรักของคนเรา
ถ้าความรู้สึกเกิดมีรอยแผลขึ้นแล้ว
ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ก็อยู่ในระยะอันตราย
ดังนั้น จะคบกัน จะรักกัน
ต้องรู้จักดูแลรักษาความรู้สึกของกันและกัน
อย่าทำให้เกิดรอยร้าวซึ่งกันและกัน
เพราะเมื่อถึงตอนนั้น ความแข็งแรงของความรักคุณมันก็เกิดรอยร้าวขึ้นแล้ว
 modratpas.  บทความโดย : http://facebook.com/ratpassakorn


บทที่6: "ปิดตา"


บทที่6: "ปิดตา"
เคยลองเอามือปิดตาตัวเองสักข้างไหม?
สังเกตไหมว่าความชัดเจนมันจะลดลง
การเลือกที่จะรับรู้ก็เป็นเหมือนการเอามือปิดตาตัวเอง
ซ้ำร้ายหนักเข้าก็เอามือปิดสองข้าง
อย่างเช่นที่เขาเรียกว่า
"ความรักทำให้คนตาบอด"
ตาเป็นส่วนหนึ่งของประสาทรับรู้ที่สำคัญ
ถ้าเราปิดมัน ประสาทสัมผัสเราส่วนหนึ่งก็จะหายไป
จริงๆความรักไม่เคยทำให้ใครตาบอดหรอก
แต่เพราะความรัก คนหลายคนจึงเลือกที่จะเอามือปิดตา
เพื่อเลือกมองบางสิ่งให้ชัดเจนน้อยลง
เพื่อปิดการรับรู้สัมผัสได้ของตนเองลง
เพียงเพราะกลัวการจบลงของความสัมพันธ์
แน่นอนมันไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ดี
เพราะเมื่อเราปิดตา ก็เหมือนเปิดโอกาสให้อีกฝ่าย
ใช้การมองเห็นอันพร่ามัวของเรา
หลอกให้รัก หลอกให้หลง หลอกให้เชื่อใจ
เชื่อในสิ่งที่เขาพูด เชื่อในสิ่งที่เขาทำ
สุดท้าย เมื่อความผิดมันแสดงตัวชัดเจนเกินไป
สิ่งที่เรียกว่า 'ปัญหา' มันก็จะชัดเจนไปตามกัน
คนหลายคนมักจะโกรธกับสิ่งที่ตัวเองโดนหลอก
แต่จริงๆแล้วคนพวกนี้ไม่ได้โดนหลอกหรอก
แต่พวกเขากำลัง "หลอกตัวเอง"
ทั้งๆที่ในใจนั้นรู้ความจริงแต่แรก
แต่กลับเลือกที่จะปิดตาของตัวเองไปเอง
ทำให้ความจริง กับสิ่งที่เชื่อมันบิดเบือนไป
ถูกไหมกับการปิดตาตัวเอง ถามใจตัวเองดู
ทุกสิ่งอยู่ที่เราเลือกทั้งนั้นแหล่ะ
ความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ คือ ความจริงใจ และต่างคนต่างไม่ต้องหลอกกัน รวมถึงการหลอกตัวเอง
‪#‎จงมองโลกตามความเป็นจริง‬

เครดิส : http://facebook.com/ratpassakorn

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่4: "ของเล่น"



บทที่4: "ของเล่น"
คุณจำของเล่นในชีวิตตัวเองได้กี่ชิ้น?
หลายคนต้องร้องไห้ อ้อนวอน ร้องขอ แลกเปลี่ยน ทำทุกวิถีทางเพื่อแลกมันมา
จำได้ไหมว่าความรู้สึกตอนนั้นเราอยากได้แค่ไหน
แต่สุดท้ายของเล่นก็คือของเล่น
สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป เราก็ปล่อยมันทิ้งไว้และไปมองหาของเล่นชิ้นใหม่
วัฏจักรของเล่นมันก็เลยวนเวียนอยู่แค่
"ชอบก็ซื้อ เบื่อก็ทิ้ง"
ไม่ต่างกันกับความสัมพันธ์สมัยนี้
ที่มีทั้ง "ผู้เล่น" และ "ของเล่น"
น้อยคนที่จะโชคดีได้เป็น"ของรัก"
เพราะหลายคนมักเอาความรู้สึกคนอื่นมาสนองความ "อยากได้" ของตัวเอง
จำความรู้สึกแรกที่ต้องการครอบครองได้ไหม
หลายคนต่อสู้ฟาดฟันเพื่อจะได้มา
และสุดท้ายก็ทิ้งขว้างไปอย่างง่ายดาย
เมื่อรู้สึกว่ามันไม่ได้น่าสนใจอย่างตอนแรกเห็นอีกแล้ว
วัฏจักรความสัมพันธ์นี้จึงเป็น
ชอบก็คบ เบื่อก็ทิ้ง
แล้วมันต่างอะไรกับเด็กน้อยที่มองหาของเล่นกันล่ะ?
เรากำลังมองหาอะไรกันอยู่?
ความสุขชั่วครั้งคราวงั้นหรอ?
แล้วมั่นใจไหมว่ามันคือความสุขที่แท้จริง?
หรือเรากำลังกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง?
แต่วัฏจักรของเล่นมันดีกว่ายังไงรู้ไหม
เพราะของเล่นมันไม่มีชีวิตจิตใจไง
เราจะลืมจะทิ้งขว้างยังไงมันก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับคนล่ะ มันจะเจ็บปวดมากแค่ไหน
ถ้าวันนึงเคยสำคัญมากๆ แล้วจู่ๆก็ถูกลืมเลือนไป
ไม่มีใครอยากเป็นของเล่นที่ถูกลืมหรอก
เมื่อได้ครอบครองจงรักษาดีๆ
ถ้าไม่มั่นใจว่าจะดูแลมันได้ไปตลอดอย่างของรัก
จงปล่อยให้มันได้ไปเจอเจ้าของที่เหมาะสมเถอะ
อย่าเอาแค่ความชอบ อยากครอบครองมาทำลายความรู้สึกคนอื่นภายหลัง ถ้าไม่มั่นใจว่าสิ่งของชิ้นนั้นเป็นของรักหรือของเล่น
เราพร้อมจะเป็นของเล่นไหม หรือกำลังมองใครเป็นของเล่นรึเปล่า?
‪#‎อย่าเป็นของเล่นให้ใครต่อให้ใจเข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่พอ‬
 modratpas. http://facebook.com/ratpassakorn

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่3: "อย่าเอาหัวใจ..


บทที่3: "อย่าเอาหัวใจไปผูกกับเท้าใคร"
คนหลายคนยอมเอาหัวใจตัวเองไปผูกแทบเท้าคนที่รัก
เพียงเพื่อต้องการจะก้าวไปพร้อมเขา
แต่สุดท้ายก็ต้องเศร้าเสียใจที่ระหว่างทางที่เขาเดิน เขาเหยียบย่ำหัวใจเราไปด้วย
สุดท้ายคนที่เจ็บก็แค่เรา แถมเขาก็รำคาญ
ที่การเดินทางของเขามันไม่สะดวก
เพราะสำหรับเขาเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างขัดขาเขาตลอด
มาถึงตรงนี้ ลองคิดดีๆว่า เราควรเก็บหัวใจตัวเองคืนมาไหม?
ถ้าเขาไม่เอามันไปดูแล จะให้เขาลากมันไปกับเท้าเขาอย่างนั้นหรอ?
เราจะต้องอดทนให้เขาเหยียบย่ำไปตลอดชีวิตหรอ?
เขาก็เหนื่อย เราก็เจ็บ
การรักเขาไม่จำเป็นต้องรักแบบไม่รักตัวเอง
การรักเขาไม่จำเป็นต้องเอาหัวใจเราไปให้เขาเหยียบย่ำ
สิ่งที่แย่ที่สุดคือการไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง
แล้วคนอื่นเขาจะเห็นคุณค่าของเราหรอ
แก้มัดซะ ปล่อยให้เขาเดินได้อย่างสบาย
ปลดปล่อยใจให้เป็นอิสระ
คนที่รักและพร้อมดูแลหัวใจดวงนั้นยังมีอีกมากมาย
ถ้าไม่กล้าเชื่อใจว่าใครจะรัก
ส่องกระจกไป คนในกระจกไงคือคนที่เราต้องดูแล
ส่องกระจกไป ว่าคนในกระจกหน้าเหมือนใคร
"พ่อแม่"
หลายคนบอกว่าความรักที่ต้องการมันไม่เหมือนกัน
รักแบบครอบครัว รักแบบแฟน มันต่างกัน
ใช่.. มันอาจต่างกัน เพราะ
พ่อแม่รักเรา ทั้งๆที่เราเป็นคนเลว
พ่อแม่รักเรา ทั้งๆที่ยังไม่เห็นหน้า
พ่อแม่รักเรา ทั้งๆที่ไม่ต้องรู้ว่าเรารักท่านแค่ไหน
พ่อแม่รักเรา ทั้งๆที่เราไม่ต้องพยายามที่จะทำอะไร
เราเลยมองข้ามความรักที่ได้มาง่ายๆงั้นหรอ?
รักตัวเองและครอบครัวคือคำตอบที่ดีที่สุด ถ้าความรักมันทำให้ช้ำเกินไป
ถ้ารักตัวเองไม่เป็น เราจะไปรักใครอย่างมีสติได้อย่างไร
 modratpas.http://facebook.com/ratpassakorn

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่2 : "ใช่ ผู้หญิงงี่เง่า"




บทที่2 : "ใช่ ผู้หญิงงี่เง่า"
ผชหลายคนชอบบ่นว่า "ทำไมผญงี่เง่าจังวะ!!"
ลองเปิดใจและอ่านข้อความนี้ดูนะ แบบไม่ใส่อารมณ์และอคติลงไป
คือคนทุกคนมีความงี่เง่าเป็นของตัวเองในตัว
ผชก็มีไง แต่ผญส่วนใหญ่เขาจะมองข้ามไป เพราะคิดว่ารักแล้ว เลือกแล้ว เขาจะเป็นไงก็ยอมรับได้
เราเป็นผญก็จริง แต่ก็ไม่ได้ต้องการจะอวยว่าผญไม่ผิด
เรายังเชื่อว่าทุกการกระทำของทุกคนมีเหตุผลนัยยะของมัน
เมื่อคนเรารู้สึกว่าความสำคัญมันลดน้อยลง ก็จะเกิดการเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองเคยได้รับ มันอาจไม่ใช่สิ่งของเงินทอง แต่มันคือความรู้สึกที่น้อยลง นั่นก็คือการเรียกร้องให้สนใจรูปแบบนึง
คนเราเรียกร้องความสนใจต่างกัน
แต่วิธีของผญส่วนใหญ่ เป็นการเรียกร้องความสนใจที่ถูกผชจำกัดความการกระทำนั้นว่า"งี่เง่า"นั่นเอง
เอาจริงๆป่ะ มันดูออกง่ายมากนะ
ว่าผู้หญิงคนนั้นรักคุณไหม?
ถ้าเธองี่เง่าเพราะเธอรัก นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวนะ
แต่เพราะผู้หญิงเขาให้ความสำคัญคุณไง
ทำให้เขาอยากเป็นคนสำคัญ ถูกมองว่าสำคัญเช่นกัน
อยากให้เข้าใจว่าเหตุผลมันเกิดจากอะไร และควรแก้ไขตรงไหน
เมื่อเขางี่เง่า ก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเพราะอะไร คุณผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องตรงไหน หรือคุณทำอะไรผิดมา
ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่ามัวแต่เอาอารมณ์ไปผูก แต่ต้องเอาเหตุผลมาเกี่ยว มาคิดไตร่ตรอง
หยุดโมโหและลองย้อนกลับมาดูตัวเราเอง ว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน?
เคยได้ยินอิคำว่า sense ป่าว
มันเป็นสัมผัสที่6ของผู้หญิงเว้ย แต่ไม่ได้ลี้ลับอะไรหรอก มันคือการสัมผัสรับรู้ได้ว่า มีอะไรผิดปกติ
อาจเรียกได้ว่าเป็นพลังพิเศษที่ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ
แต่เขาใส่ใจรายละเอียดของคนที่เขาให้ความสำคัญ
ดังนั้นถ้ามีอะไรผิดปกตินิดหน่อย เขาก็รับรู้ได้ทันที
ดังนั้น ถ้าคุณมีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้เปลี่ยนไป
ไม่ว่าจะโตขึ้น งานหนักขึ้น ติดธุระกับครอบครัว หรือจะเหตุผลใดๆ อธิบายไปเถอะ ต่อให้เขาโกรธเขางอน สักพักก็หาย เพราะคุณมีเหตุผลที่ดีที่ควร ไม่ได้รักน้อยลง ไม่ได้ไม่สนใจ เขาจะได้เตรียมตัวตั้งรับ อย่างน้อยเขาก็รู้สึกสำคัญพอที่คุณจะบอกทุกๆเรื่อง คือผญเขาก็มีเหตุผลเว้ย
"อย่ากลัวผลกระทบที่เกิดจากการพูดความจริง จงกลัวผลกระทบของการหลีกเลี่ยงความจริงจะดีกว่า"
ลองมองในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่อธิบายและโมโหกลับ
ผลลัพธ์ที่ได้ นอกจากความสะใจ นอกจากน้ำตาผู้หญิง และคำด่าแบบใส่อารมณ์ คุณจะได้รับอะไรหรอ? มันคือทางออกที่ดีที่สุดแล้วจริงๆหรอ?
ชีวิตเราก็เหมือนข้อสอบอัตนัยอ่ะ ไม่มีอะไรผิด ขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละคนว่าจะตอบโจทย์ข้อนี้ยังไง คะแนนก็อยู่ที่ความพึงพอใจของอีกฝ่าย
หันไปถามตัวเองนะ...
ว่าทำดีพอแล้วหรือยัง?
มีมาตรฐานเดิมอยู่รึเปล่า?
ยังรักผู้หญิงคนนี้เท่าเดิมไหม?
พร้อมจะสูญเสียเขาไปรึยัง?
เพราะวันนึงถ้าผญเปลี่ยนไป เลิกงี่เง่า เลิกสนใจ ให้รู้ไว้ว่ามี2อย่าง
1.คุณดีขึ้น
2.เขาหมดใจ
ปล.แล้วเวลาที่เมนส์มานะคูณ100คูณ1000ได้เลย ความพีคของอารมณ์มีอยู่จริง
 modratpas. http://facebook.com/ratpassakorn

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่1: "อายุปูนนี้..



บทที่1: "อายุปูนนี้ เค้าเลิกคบเล่นกันละมึง"
คนเราจะคบกันยืดไม่ยืดไม่ได้อยู่ที่เข้ากันได้พอดีไหม
ชีวิตคู่ไม่ใช่การซื้อของเล่น ถึงจะได้คิดว่า ชอบก็ซื้อ เบื่อก็ทิ้ง
ชีวิตคนเราไม่ได้มีเวลามากพอที่จะมัวแต่มองหาคนที่ชอบคนที่ใช่คนที่ดีที่สุด
เราจะคบกันยืดยาวมันอยู่ที่คนสองคนยอมรับ ปรับตัว และดูแลความรู้สึกกันไปไ้กลแค่ไหน
คนเราเกิดมาจากต่างครอบครัวจะเหมือนกัน เข้ากันได้ไง พี่น้องบ้านเดียวกันยังทะเลาะกันเลย
สิ่งที่ต้องยอมรับ คือตัวตนและข้อเสียของคนๆนั้น อย่าคิดที่จะเปลี่ยนใครให้เป็นอีกคนที่เราต้องการ
สิ่งที่ต้องปรับ ไม่ใช่การเปลี่ยนความเป็นตัวเอง แต่มันคือเปลี่ยนการใช้ชีวิตคนเดียวและความรู้สึกตัวเองเป็น การใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกคนและประคองความรู้สึกของกันและกัน
ตัวแปรสำคัญคือความรู้สึกทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างต้องประคองความรู้สึกของอีกฝ่ายให้เขาสบายใจและมีความสุขที่จะอยู่กับเรา ชีวิตคู่ก็คือชีวิตคู่ มันต้องดำเนินไปด้วยความร่วมมือของคนทั้งคู่ เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราไม่ชอบอะไรก็ไม่ควรทำแบบนั้นกับเขานั่นเอง
แต่คนสมัยนี้เวลาคบใครก็จะเรียกร้องหาความต้องการและความสบายใจของตัวเอง จนลืมนึกถึงความรู้สึกอีกฝ่าย จนสุดท้ายเมื่อเกิดความไม่สบายใจทั้งเราและเขาก็ต่างเลิกกัน
การดูแลความรู้สึกเขา มันไม่ใช่แค่การทำสิ่งดีๆให้ แต่มันคือการไม่ทำสิ่งที่จะกระทบกระเทือนใจอีกฝ่ายด้วย เพราะคนส่วนใหญ่มักมองแต่สิ่งดีๆที่ตัวเองทำและมองข้ามสิ่งที่เราทำร้ายจิตใจเขา เมื่อสุดท้ายฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจ ก็จะถามตัวเองว่า "นี่กูทำดียังไม่พอหรอวะ?" "เรียกร้องอะไรนักหนา" แต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า "กูทำอะไรผิดไป?" "กูผิดพลาดตรงไหน?"
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชีวิตคู่คือความไว้ใจ ความไว้ใจไม่ได้หาได้จากคำพูดว่าเธอต้องเชื่อใจเรา รักกันต้องเชื่อใจ แต่ความไว้ใจหาได้จากการกระทำของเราเอง จงอย่าโกรธคนที่เขาไม่ไว้ใจเรา จงโกรธตัวเองที่ทำให้เขาไม่ไว้ใจ
บางครั้งคนที่ทิ้งไปอาจมีเหตุผลที่น่าเห็นใจก็ได้
บางครั้งคนที่บอกว่ากูไม่รู้ว่าผิดอะไร อาจผิดมากโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
สุดท้ายคนเราก็อย่าเอาแต่โทษเขาต้องโทษตัวเราเองบ้าง
 modratpas.  http://facebook.com/ratpassakorn   
ชอบ ขออนุญาตินะครับ

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

 It may take only a minute to like someone, only an hour to have a crush on someone and only a day to love someone but it will take a lifetime to forget someone.

..........มันอาจใช้เวลา แค่ชั่วนาทีที่จะชอบใครซักคน แค่ชั่วโมงที่จะนึกรัก แค่ชั่ววันที่จะรักใครซักคน แต่ ใช้เวลาทั้งชีวิตที่จะลืมใครคนนั้น ....


.......เช้าที่อากาศสดชื่น ผมตื่นขึ้นมาและรีบออกไปรับคนดำนา ที่บ้านปล้อง ช่วงเช้า 6.30 น. ถนนไม่มีรถเลย ..มองไปทางใหนโล่งดูไปหมด สี่แยก อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย 28 กรกฏาคม 2559 ...

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ลาก่อน..ที่รัก

กาลครั่งหนึ่ง...ไม่ใช่ชั่วนิรันดร์....ลาก่อน..


       ดอกไม้ดอกเล็กๆ ...ผมมองด้วยจิตใจที่จดจ่อ..ผมได้รักเธอจนหมดหัวใจ...ผมรู้ดี ว่าไม่มีอนาคตสำหรับเราและไม่มีทางที่จะสร้างครอบครัวขึ้นได้..เธอเองก็ทราบดี แต่เราต่างคนก็ต่างดึงดันฉุดรั้งกันไว้...ผมสงสารเธอมาก และโทษตัวเองที่เห็นแก่ตัว มาถึงตอนนี้ เธอได้ทำสิ่งที่กล้าหาญที่สุดและสมควรที่สุดแล้ว ...ผมรักเธอและก็ทราบดีว่าเธอก็รักผมเช่นกัน...ผมไม่โทษเธอเพราะเธอทำสิ่งที่สมควรแล้ว และผมก็คิดเช่นนั้นมานาน ถึงกระนั้นผมก็ไม่อาจทำใจได้ ความรู้สึกผมเปลี่ยนไป ด้านชา ไม่อยากยิ้ม แม้แต่คนข้างๆผม เขาก็รู้ดี ...ผมก็ไม่โทษเขาเช่นกันเพราะเขาเองก็รักผมคนเดียว และมีผมคนเดียว..ผมต้องเลือก แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรต้องมีการเลือก เรามองเห็นอนาคตอยู่แล้ว ..จิตใจผมตอนนี้กระวนกระวาย ไม่สงบมันคงเพราะใจผมไม่ได้อยู่กับผม มานานระยะหนึ่งแล้ว และตอนนี้มันก็ยังไม่กลับมา ผมเคยบอกเธอว่า ผมจะไม่รักใครอีก ..เพราะหัวใจผมมันจะแห้งเหี่ยวลง..เธอคือคนที่ผมตามหามานานจริงๆหรอ ...สิ่งที่ผมทำมันผิด ใช่มันผิด มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย และเธอเองก็รู้ตัวดีมาตลอด..เราเคยทะเลาะกันบ่อย แต่ยิ่งทะเลาะเหมือนยิ่งทำให้เรารักกันมากขึ้นๆ เรื่อยๆ...ณ เวลานี้ เธอ จากไปแล้วจริงๆ..ผมต้องหักใจคิดว่าถ้าเรารักเธอมาก เราต้องยอมปล่อย ...ผมจะพยายามทำให้ได้....สักวันหนึ่ง เมื่อเราต้องคู่กันแล้ว เราจะกลับมาพบกัน และรักกันอีกครั้ง...ผมรักคุณนะ..❤



จุดชมวิวดอยห้วยก้าง

 วันนี้ขับรถเข้าตัวจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งตัวอย่างวัสดุ ใช้เส้นทางข้ามเขาจากอำเภอเทิง ไปอำเภอเวียงชัยเป็นเส้นที่ใกล้ที่สุด ใช้เวลาถึงตัวจังหวัดประมาณ 50 นาที เป็นเส้นทางที่ผ่านบ่อยๆแต่ ต้องขึ้นเขาสูงชันช่วงฝนตกอันตรายพอสมควร...ขาขึ้นจากทางบ้านห้วยก้างจะเห็นพระพุทธรูปยืนเด่นชัดที่จุดชมวิว...




  ปางห้ามญาติเกิดขึ้น เนื่องจากพระญาติฝ่ายพุทธบิดาคือกรุงกบิลพัสดุ์ และพระญาติฝ่ายพุทธมารดา คือ กรุงเทวทหะ ซึ่งอาศัยอยู่บนคนละฝั่งของแม่น้ำโรหิณี เกิดทะเลาะวิวาทแย่งน้ำเพื่อไปเพาะปลูกกันขึ้น ถึงขนาดจะยกทัพทำสงครามกันเลยทีเดียว พระพุทธองค์จึงต้องเสด็จไปเจรจาห้ามทัพ คือ ห้ามพระญาติมิให้ฆ่าฟันกัน


           ส่วนปางห้ามสมุทรเป็น พุทธประวัติ ตอนเสด็จไปโปรดพวกชฎิล (นักบวชประเภทหนึ่งที่นุ่งห่มหนังเสือ และนิยมบูชาไฟ) 3 พี่น้องได้แก่ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราพร้อมบริวาร 1,000 คน โดยได้แสดงพุทธปาฏิหารย์หลายอย่างเพื่อทำลายทิฎฐิมานะของชฎิลทั้งหลาย เช่น ห้ามลม ห้ามฝน ห้ามพายุ และห้ามน้ำท่วมที่เจิ่งนองตลิ่งมิให้มาต้องพระวรกายได้ อีกทั้งยังสามารถเดินจงกรมอยู่ใต้พื้นน้ำได้ ทำให้พวกชฎิลเห็นเป็นที่อัศจรรย์ และยอมบวชเป็นพุทธสาวก


บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันจันทร์


            ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ


            ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ


            ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ


           สวดวันละ 15 จบ จะมีความสุข ความเจริญปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง และผู้ที่เกิดวันจันทร์ควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีขาว เหลืองอ่อนๆ เป็นดีที่สุด ส่วนสีรองๆ ลงมา คือสีเขียว สีดำ สีกรมท่า สีน้ำเงิน

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตามงาน01

วิ่งวนรอบ ไปในที่เคยไป ...เพราะเหตุที่ต้องอยู่เลยต้องไป...





Hi....

Hi......
แนะนำตัว......

หลังจากผ่านวันคล้ายวันเกิดมาได้สองสามวัน รู้สึกว่า ตัวเองมีทัศนคติที่ ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป หลังจากอายุ 35 แนวคิด มุมมองในการดำเนินชีวิต เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนมากขึ้นทุกที ที่ผ่านมามีการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ กับผู้คนต่างๆ มีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่เข้ามาในชีวิต ให้ได้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ในสถานที่ต่างๆที่ใช้ชีวิตอยู่อาจได้ไปในที่ใหม่ๆ แต่ส่วนมากจะไปในที่เดิมซ้ำๆกันเพราะต้องทำงาน แต่กระนั้น เราก็มีแง่มุมใหม่เข้ามาเสมอๆ .....เลยอยากถ่ายถอดออกมาเป็นรูป ...แล้วเก็บเป็นความทรงจำไว้ พกมันใส่ขวดแล้วเดินทางต่อไปข้างหน้า....